นิสิต ป.ตรี มก.วิจัยพบ “หัวปลี” ช่วยป้องกันแผลในกระเพาะอาหาร

นิสิต ป.ตรี มก.วิจัยพบ “หัวปลี” ช่วยป้องกันแผลในกระเพาะอาหาร
ความสามารถของสารสกัดเอทานอลจากหัวปลี มาใช้ในการป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร

ผลงานวิจัยของสิรดา ศรีหิรัญ นิสิตปริญญาตรี ภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

นิสิตปริญญาตรีรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ศึกษาปัญหาโรคแผลในกระเพาะอาหารสามารถรักษาได้จากสารสกัดจากหัวปลี
       
       สิรดา ศรีหิรัญ นิสิตปริญญาตรี ภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ศึกษาปัญหาพิเศษซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัย เรื่อง “การป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารโดยใช้สารสกัดจากหัวปลี ในหนูวิสตาร์”
       
       เจ้าตัวเปิดเผยว่า การเกิดแผลในกระเพาะอาหารเป็นอาการผิดปกติจากปัจจจัยภายในและภายนอก “การผิดปกติทางพันธุกรรม ความผิดปกติของการหลั่งกรดหรือเพปซิน การไหลย้อนกลับของน้ำดีความเครียด การปล่อยให้กระเพาะอาหารว่างเป็นเวลานาน หรือจาก ปัจจัยภายนอก เช่น การสูบบุหรี่ การรับประทานยาแก้ปวด อินโดเมทาซีน หรือกลุ่มยาแก้อักเสบ เช่น แอสไพลิน การดื่มสุรา และมีงานวิจัยมากมายที่บ่งชี้ว่าภายในผลกล้วยมีสารต่อต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ดังนั้นการศึกษาในครั้งนี้จึงนำหัวปลีมาทำการศึกษาเนื่องจากยังไม่มีรายงานการใช้หัวปลีในการป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร”
       
       สำหรับการวิจัยครั้งนี้ได้ศึกษาความสามารถของสารสกัดเอทานอลจากหัวปลี มาใช้ในการป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารในหนูขาว พันธุ์ Wistar ที่ถูกชักนำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารโดยปัจจัยที่แตกต่างกัน 3 ชนิด คือ 1.การชักนำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารโดยใช้ absolute ethanol พบว่า เมื่อให้สารสกัดจากหัวปลีในปริมาณ 400, 800 และ 1200 มิลลิกรัม/น้ำหนักหนู 1 กิโลกรัม หลังจากนั้น 1 ชั่วโมง นำกระเพาะอาหารออกมาตรวจสอบพบว่าหนูกลุ่มที่ได้รับสารสกัดจากหัวปลี มีร้อยละของแผลในกระเพาะอาหารลดลงที่ 4.34 + 0.17, 3.44 + 1.65 และ 1.46 + 1.14 ตามลำดับ ซึ่งน้อยกว่าแผลในกลุ่มควบคุมที่ให้น้ำมันข้าวโพด 0.5 มิลลิลิตร ดังนั้นสารสกัดจากหัวปลีปริมาณดังกล่าว สามารถป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ 63.22, 71.19 และ 87.63% ตามลำดับ
       
       2.การชักนำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารโดยใช้ยาในกลุ่ม NSAIDs เช่น aspirin indomethacin โดยทดลองให้สารสกัดจากหัวปลีขนาด 400, 800 และ 1200 มิลลิกรัม/นำหนักหนู 1 กิโลกรัม ในหนูทดลองทิ้งไว้ 4 ชั่วโมง จากนั้นตรวจสอบแผลในกระเพาะอาหาร พบว่าสารสกัดจากหัวปลีทำให้แผลในกระเพาะอาหารลดลงจาก 2.59 + 1.00 ในกลุ่มควบคุมเป็น 1.35 + 0.48, 1.06 + 0.28 และ 0.70 + 0.33 ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าสามารถป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ 47.88, 59.07 และ 73.13% ตามลำดับ
       
       3.การชักนำให้เกิดความเครียด โดยให้สารสกัดจากหัวปลี 400, 800 และ 1,200 มิลลิกรัม/น้ำหนักหนู 1 กิโลกรัม ในหนูทดลอง จากนั้นชักนำให้เกิดความเครียดโดยนำหนูใส่ในกรงรูปทรงกระบอกแล้วนำหนูไปไว้ที่ 4oCนาน 4 ชั่วโมง เมื่อนำกระเพาะอาหารมาตรวจพบว่าแผลในกระเพาะอาหารลดลงจาก 3.11 + 0.61 ในกลุ่มควบคุม เป็น 1.76 + 0.42, 1.08 + 0.32 และ 0.43 + 0.24 ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าสามารถป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ 45.41, 65.27 และ 86.17% ตามลำดับ
       
       สิรดา สรุปผลการวิจัยครั้งนี้ว่า สารสกัดแอลกอฮอล์จากปลีกล้วยนั้น มีสารที่มีความสามารถในการป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ “การศึกษาพบว่าสารสกัดแอลกอฮอล์จากหัวปลีมีสารชนิดใดอยู่ เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่นำเอาพืชพื้นบ้านที่หาง่ายและมีราคาไม่แพง เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นนำมาพัฒนาเป็นยารักษาที่มีราคาถูกและมีผลข้างเคียงต่อผู้ป่วยน้อยที่สุดเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไปในอนาคต”